Easy Web For You
หน้าหลัก    เกี่ยวกับเรา    ติดต่อเรา    ข่าวสาร    เนื้อหา    อัลบั้มรูป
ตัวแทนจำหน่ายและรับซ่อม เครื่องทำน้ำแข็ง Scotsman,Simag, Hoshizaki ,Snowkey ราคาพิเศษ, ตัวแทนจำหน่ายเครื่องกรองน้ำ3M Cuno พร้อมทีมงานบริการทั่วประเทศ

รายการ สินค้า
สถิติการเข้าชม
จำนวนผู้เข้าชมวันนี้ : 21
ผู้ที่ออนไลน์ขณะนี้ : 6
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด : 275421

เว็บลิ้งค์
3M Facebook
นำโค้ดไปติดเว็บ
ดูทั้งหมด
Mail System


เนื้อหา

Total Dissolve Solid (TDS)

TDS (Total Dissolve Solid) คือปริมาณของแข็งที่ละลายเจือปนอยู่ในน้ำ ซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เนื่องจากมีขนาดเล็ก มีหน่วยวัดเป็น mg/l , ppm หรือ ppt    ในเครื่องจักรบางประเภทจำเป็นต้องควบคุมค่า TDS เช่น คูลลิ่งทาวเออร์ , บอยเลอร์  นอกจากนี้น้ำเสียที่ออกจากโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น อุตสาหกรรมฟอกย้อม อุตสาหกรรมหมักดอง  จำเป็นจะต้องตรวจหาค่า TDS เช่นกัน


น้ำบริสุทธิ์นั้นเป็นเพียงโมเลกุลที่ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1 อะตอม ประกอบกันเป็น  H2O นอกจากนั้นสิ่งอื่นๆที่ปรากฏอยู่ในน้ำ ต้องถือว่าเป็นสิ่งเจือปนทั้งหมด  ซึ่งสิ่งเจือปนในน้ำนั้นจะมีอยู่ 3 สถานะ คือ ของแข็ง  ของเหลว  และ ก๊าซ
1. สิ่งเจือปนในน้ำที่เป็นของแข็งประกอบด้วยสารแขวนลอยหรือตะกอนแขวนลอย สาหร่ายและจุลินทรีย์ เป็นต้น 
2. 
ส่วนของเหลวก็จะเป็นพวกสารละลายที่มีแร่ธาตุ  เกลือ  หรือสารประกอบต่างๆละลายอยู่ในน้ำ รวมทั้งพวกน้ำมัน  บางสภาวะแร่ธาตุ เกลือหรือสารประกอบต่างๆอาจจะแยกตัวออกมาเป็นของแข็งก็ได้  เช่น  พวกโลหะต่างๆที่อยู่ในสารละลายที่มีค่าความเป็นกรดหรือเป็นด่าง (ค่า pH) ค่าหนึ่งอาจจะละลายได้   แต่เมื่อค่า pH เปลี่ยนแปลงไปหรือลดลงจนถึงจุดๆหนึ่ง  โลหะบางส่วนอาจจะแยกตัวออกมาเป็นของแข็งตกตะกอนลงสู่ด้านล่างของภาชนะที่รองรับสารละลายนั้นได้  สารละลายที่มีโลหะหรือของแข็งส่วนที่ยังละลายน้ำอยู่ก็ยังถือว่าเป็นของเหลว  ส่วนโลหะที่ไม่ละลายเพราะเกินจุดอิ่มตัว ณ สภาวะขณะนั้นแล้วแยกตัวออกและตกตะกอนลงมาก็จะเป็นของแข็ง เป็นต้น  ซึ่งความสามารถในการละลายได้หรือ  Solubility ของสารเคมีแต่ละชนิดนั้นจะมีค่าที่ไม่เท่ากัน 
3.ส่วนสิ่งที่เจือปนอยู่ในน้ำในรูปก๊าซ  ได้แก่  ก๊าซออกซิเจน  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์  และก๊าซแอมโมเนีย เป็นต้น

ค่าชี้วัดหรือพารามิเตอร์ต่างๆที่เราใช้อยู่นั้นมีทั้งส่วนที่ใช้กับน้ำดีซึ่งเป็นน้ำที่เราต้องการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในโรงงาน หรือส่วนที่ใช้กับน้ำเสียที่เราต้องการจะทิ้งออกนอกบริเวณโรงงานดังต่อไปนี้ :-
1. ค่าชี้วัดที่อธิบายปริมาณการใช้น้ำ 
 ปริมาณการใช้น้ำมักจะวัดค่าออกมาเป็นจำนวนปริมาตรโดยใช้หน่วยเป็น ลิตร ลูกบาศก์เมตร และ มิลิลิตร( CC ) ปริมาตรน้ำที่ใช้นี้ หากไปหารด้วยเวลา ก็ได้ค่าอีกค่าหนึ่ง คืออัตราการไหลขอลน้ำ มีหน่วยเป็ย ลบ.ม /วัน หรือ
ลบ.ม./ช.ม หรือ ลิตร/นาทีเป็นต้น และถ้านำค่าอัตรการไหลของน้ำไปหารด้วยพื้นที่หน้าตัดของท่อที่น้ำผ่นก็จะได้ค่า ความเร็วในการไหลของน้ำ เช่น เมตร/ชัวโมง เมตร/นาที
ดังนั้น ค่าชี้วัดที่เกิดขึ้นจากปริมาณการไหลของน้ำ จึงมีอยู่ 3 ค่าด้วยกันคือ
1. ค่าจำนวนปริมาตรน้ำ
2. ค่าอัตราการไหลของน้ำ
3. ค่าความเร็วในการไหลของน้ำ

2. 
ค่าชี้วัดคุณสมบัติของน้ำตัวที่  2  ก็คือ  อุณหภูมิ ( มักจะใช้หน่วยเป็น องศา ° C )  เราจะเห็นตัวอย่างความสำคัญของอุณหภูมิได้จากการใช้น้ำบาดาลเนื่องจากน้ำบาดาลเราดูดมาจากใต้พื้นผิวโลกในระดับของค่าความลึกที่ต่างกัน  ซึ่งความลึกในแต่ละช่วงจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกัน  ยิ่งลึกลงไปน้ำบาดาลที่สูบได้ก็ยิ่งร้อนขึ้นเรื่อยๆ  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตรวจวัดค่าอุณหภูมิก่อนนำไปใช้งาน  เนื่องจากหากร้อนเกินไปอาจมีผลกระทบต่อการผลิตซึ่งอาจมีความจำเป็นที่จะต้องทำการลดอุณหภูมิลงก่อน ก่อนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปก็ได้  แล้วแต่จุดประสงค์ของการใช้งาน
( ความลึกทุก ๆ 10 เมตรที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นประมาณ  1 ° C โดยประมาณ )   
3. ค่า
ชี้วัดต่อมาก็คือค่า
pH   ค่านี้เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำและสารละลาย  ค่านี้สามารถบอกได้ว่าสารละลายนั้นมีความเป็นกลาง หรือมีความเป็นกรดหรือเป็นด่างมากน้อยเท่าใด  ถ้าเป็นกลางค่านี้จะอยู่ที่ 7  ถ้าอยู่ระหว่าง 7 และ 0 ก็จะมีฤทธิ์เป็นกรด ค่ายิ่งต่ำลงก็ยิ่งเป็นกรดมากขึ้น แต่ถ้าอยู่ระหว่าง 7  และ 14 ก็จะมีฤทธิ์เป็นด่างและค่ายิ่งสูงขึ้นก็จะยิ่งเป็นด่างมากขึ้น
 
4. 
ค่าอัลคาไลนิตี้  (
Alkalinity) เป็นค่าที่แสดงความเป็นด่างของน้ำ  ค่านี้วัดยากกว่า ค่า  pH    ค่า pH   เป็นเพียงค่าเบื้องต้นที่ให้รู้ว่าน้ำหรือสารละลายนั้นมีฤทธิ์เป็นกรดหรือเป็นด่างมากหรือน้อยเท่านั้น แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีปริมาณเท่าใด  ถ้าต้องการทราบเป็นปริมาณว่ามีความเป็นด่างมากน้อยเพียงใดเราจะใช้ค่า Alkalinity เป็นค่าชี้วัด  โดยค่านี้มักจะใช้
 - 3 - หน่วยเป็น มิลลิกรัมต่อลิตรเทียบกับแคลเซียมคาร์บอเนต ( mg/l as CaCO3 )  ซึ่งจะใช้เป็นค่า M – Alkalinity ( Total Alkalinity ) หรือ P – Alkalinity ก็ได้แล้วแต่วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน( ความเป็นด่างของน้ำประกอบด้วยอิออนต่างๆ เช่น คาร์บอเนตอิออน  ไบคาร์บอเนตอิออน ไฮดรอกไซด์อิออน และเกลือของกรดอ่อน  แต่ความเป็นด่างของน้ำตามธรรมชาติจะอยู่ในรูปของแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมไบคาร์บอเนต ซึ่งอาจจะมีโซเดียมไบคาร์บอเนตรวมอยู่ด้วย  ในการหาค่า Alkalinity ของน้ำที่จะนำไปใช้ในโรงงานนั้น เราสามารถหาได้ 2 แบบ คือ แบบที่ใช้ เมททิลออเร้นท์ เป็นอินดิเคเตอร์ และแบบที่ใช้ ฟีนอลทาลีน เป็นอินดิเคเตอร์  ถ้าใช้ เมททิลออเร้นท์ เป็นอินดิเคเตอร์  ค่าที่ได้เรียกว่า M – Alkalinity แต่ ถ้าใช้ฟีนอลทาลีน เป็นอินดิเคเตอร์  ค่าที่ได้เรียกว่า  P – Alkalinity  ถ้าใช้ เมททิลออเร้นท์ เป็นอินดิเคเตอร์   จุดที่เกิดการเปลี่ยนสีจะมีค่า pH ที่ 4.5 แต่ถ้าใช้ฟีนอลทาลีน เป็นอินดิเคเตอร์ จุดที่เกิดการเปลี่ยนสีจะมีค่า pH ที่ 8.3 ในการไตเตรทเราใช้กรดซัลฟูริคเจือจางเป็นตัวไตเตรทเพื่อหาค่าความเป็นด่าง  ดังนั้น  ค่าที่ได้จากการใช้เมททิลออเร้นท์จึงมากกว่าค่าที่ได้จากการใช้ฟีนอลทาลีน  ค่า M – Alkalinity จึงถือเป็นค่า Total Alkalinity  หรือค่าความเป็นด่างทั้งหมด (เพราะเป็นค่าความเป็นด่างที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของกรดกับ ไฮดรอกไซด์อิออน  คาร์บอเนตอิออน  ไบคาร์บอเนตอิออน  และเกลือของกรดอ่อน ทั้งหมด  แต่ ค่า P – Alkalinity เป็นเพียงค่าความเป็นด่างที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของกรดกับ ไฮดรอกไซด์อิออน และคาร์บอเนตอิออนเท่านั้น ) ส่วนค่า Alkalinity ที่เกิดจากไฮดรอกไซด์อิออนเท่านั้นหรือที่เรียกชื่อว่า Hydroxide or Caustic Alkalinityนั้นไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้เพราะไม่มีอยู่ในน้ำตามธรรมชาติ )    
5. 
ค่าความกระด้าง (
Total Hardness ) มักจะใช้หน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อลิตรเทียบกับแคลเซี่ยมคาร์บอเนต( mg/l as CaCO3 )  น้ำบาดาลโดยทั่วไปค่า Hardness จะอยู่ในรูปไบคาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่  และส่วนใหญ่จะเป็นแคลเซียมไบคาร์บอเนต  หรือแมกนีเซียมไบคาร์บอเนต  ส่วนน้ำตามแม่น้ำลำคลองหรือน้ำท่านั้นเนื่องจากมันจะต้องไหลมาเป็นระยะทางที่ยาวไกล พวกที่เป็นไบคาร์บอเนตจะแตกตัวไปเป็นคาร์บอเนตซึ่งมีความสามารถในการละลายน้ำได้น้อยกว่าก็จะตกตะกอนเป็นของแข็งเพราะมีค่า Solubility  ที่ต่ำกว่า  ในงานจัดการน้ำของพวกเรานั้นส่วนใหญ่ค่าความกระด้างมักจะใช้เป็นค่า Total Hardness ซึ่งเป็นค่าความกระด้างที่มีอยู่ในน้ำทั้งหมด  ซึ่งความกระด้างทั้งหมดจะอยู่ในรูปสารประกอบที่มีอนุภาคบวกเป็น
แคลเซี่ยมหรือแมกนีเซี่ยม ที่เราจำเป็นจะต้องแยกออกเพื่อประโยชน์ต่อการใช้งาน   ส่วนความกระด้างของน้ำนั้นจะมีส่วนเป็นน้ำกระด้างชั่วคราวหรือน้ำกระด้างถาวรเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับอนุภาคลบของสารประกอบในน้ำนั้น   ถ้าอนุภาคลบของสารประกอบในน้ำเป็นพวกคาร์บอเนตหรือไบคาร์บอเนต ก็จะเป็นส่วนของน้ำกระด้างชั่วคราว เพราะพวกไบคาร์บอเนตถ้าเราต้มแล้วจะสลายตัวกลายเป็นคาร์บอเนตซึ่งละลายในน้ำได้น้อยมากสามารถตกตะกอนหรือแยกออกได้  แต่ถ้าอนุภาคลบของสารประกอบในน้ำไม่ใช่พวกคาร์บอเนต  เช่น  เป็นพวกซัลเฟต  คลอไรด์  ไนเตรท  หรือฟอสเฟต  ส่วนนั้นก็จะเป็นส่วนของน้ำกระด้างถาวร เพราะสามารถละลายอยู่ในน้ำได้ไม่สามารถตกตะกอนหรือแยกออกได้ด้วยการต้มเช่นเดียวกับพวกคาร์บอเนต   ดังนั้น  ถ้าเราทำการกำจัดแคลเซียมกับแมกนีเซียมออกจากสารละลายได้ทั้งหมด เราก็ถือว่าสารละลายนั้นไม่มีความกระด้างหรือฮาร์ดเนตเหลืออยู่  กลายเป็นน้ำอ่อน  เราจึงมีวิธีการทำน้ำอ่อนโดยการลดความกระด้างลงให้เหลือน้อยที่สุดด้วยการให้น้ำนั้นผ่านเรซิ่น  เพราะเรซิ่นจะสามารถจับแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมได้ เมื่อน้ำผ่านเรซินแล้วจะยังมีพวกคาร์บอเนตหรือไบคาร์บอเนตเหลืออยู่ เช่น โซเดียมคาร์บอเนตหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้น  เราก็ถือว่าน้ำที่กรองด้วยเรซิ่นนั้นไม่กระด้างแล้วเนื่องจากสามารถกำจัดแคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยมออกไปได้แล้ว  น้ำนั้นเป็นน้ำอ่อนเพราะน้ำนั้นไม่มีความกระด้างเหลืออยู่แล้วหรือเหลืออยู่ก็น้อยกว่าค่าที่เรากำหนดไว้ในมาตรฐานน้ำ   
6. 
ค่าความขุ่น (
Turbidity )  ค่าความขุ่นจริง ๆ แล้วก็คือสารแขวนลอยหรือตะกอนแขวนลอย ( SS หรือ Suspended Solid )   เราจะวัดเป็นค่าความขุ่นหรือค่าความทึบแสงด้วยเครื่องมือที่ใช้แสงยิงผ่านน้ำที่จะวัดค่าความขุ่น  แล้วเครื่องมือนี้ก็จะอ่านค่าออกมา  เป็นหน่วย NTU ( Nephelometric  Turbidity  Unit ) ค่านี้มีความจำเป็นในเรื่องของการกรองน้ำ  
ในการใช้เครื่องกรองน้ำนั้นเราควรวัดค่าความขุ่นของน้ำในขณะก่อนกรองว่ามีค่าเท่าใด และหลังจากผ่านการกรองแล้วก็ควรวัดด้วยว่ามีค่าความขุ่นเหลืออยู่เท่าใด  เพื่อให้ทราบถึงคุณสมบัติของน้ำก่อนที่จะนำมากรอง  จะได้พิจารณาได้ว่าควรจะกรองด้วยวิธีใด นานเท่าใดหรือควรจะล้างเครื่องกรองเมื่อไร และสามารถทราบถึงประสิทธิภาพของการกรองด้วย  ในเรื่องความขุ่นของน้ำใช้ในโรงงานนั้นจะมีการตั้งค่ามาตรฐานไว้สำหรับการนำไปใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ  หรือในการทำน้ำประปาก็จะมีการตั้งค่ามาตรฐานความขุ่นไว้ที่ไม่เกิน  5  แต่โดยปกติการประปาจะทำได้ถึงประมาณ  1 กว่าๆเท่านั้น   
7. 
ค่าของแข็งละลายน้ำทั้งหมด  ส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นเคยอยู่กับคำว่าสารละลาย   แต่ที่จริงแล้วคำว่าสารละลายนั้นก็คือของเหลวที่มีของแข็งละลายอยู่นั่นเอง   ภาษาอังกฤษเรียกว่า
Total Dissolved  Solid หรือเรียกย่อๆว่า  TDS  ค่านี้มีหน่วยวัดเป็น มิลลิกรัม/ลิตร ( mg/l )  เราสามารถหาค่านี้ได้ด้วยการนำเอาน้ำที่ต้องการหาค่านี้จำนวนหนึ่ง  ไปกรองเอาของแข็งที่แขวนลอยอยู่ ( SS ) ออกเสียก่อน  แล้วนำไปชั่งน้ำหนักครั้งหนึ่งก่อน   แล้วนำไปให้ความร้อนจนน้ำระเหยหมดไปจึงนำส่วนที่เหลือไปชั่งน้ำหนักอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อเราทราบน้ำหนักของภาชนะที่ใส่น้ำนั้นก็จะสามารถคำนวณหาค่านี้ได้( ค่านี้อาจจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงได้บ้าง เนื่องจากในสารละลายนั้นถ้ามีสารอินทรีย์ละลายอยู่ด้วยสารอินทรีย์บางส่วนอาจจะร
ะเหยออกไป )  ดังนั้น หากเรานำเอาสารละลายนั้นไปกลั่นแล้วนำน้ำที่กลั่นได้ไปรวมกับของแข็งที่เหลืออยู่ก็จะไม่ได้น้ำหนักเท่าเดิม จึงอาจทำให้ผิดพลาดได้ 
8. ค่าความนำไฟฟ้า หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  Electrical Conductivity หรือ EC มีหน่วยเป็นไมโครซีเมน/เซ็นติเมตร  ค่านี้เครื่องมือวัดอาจจะแสดงออกมาเป็นไมโครซีเมน/เมตรก็ได้ถ้ามีค่าสูงๆซึ่งจะต้องแปลงให้เป็น ไมโครซีเมน/เซ็นติเมตร  ต่อไป   ค่า TDS กับค่านี้มีความสัมพันธ์กันแต่ไม่ใช่เท่ากันหรือมีสัดส่วนที่เท่ากันทั้งหมด โดยปกติในน้ำดีทั่วๆไปค่า  TDS จะประมาณ 0 .55 - 0.75 ของค่า EC   ส่วนใหญ่เวลาคิดค่าโดยหยาบๆจะใช้ค่า  TDS = 0.7 ของค่า EC  ถ้าโรงงานมีแหล่งน้ำดิบหรือแหล่งน้ำดีอยู่และต้องการทราบค่า TDS และค่า EC ด้วย ก็ควรวัดทั้งค่า TDS และค่า EC ไว้ทั้งสองตัวก่อนสัก 3 4 ครั้งแล้วนำมาหารกันก็จะได้ค่าคงที่ตัวหนึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแฟคเตอร์คูณกับค่า EC สำหรับหาค่า TDS ในครั้งต่อๆไปได้เพราะค่า EC นั้นสามารถใช้เครื่องวัดค่าได้โดยง่าย ทำให้เราไม่ต้องนำน้ำไปต้มหาค่า TDS อีกต่อไป ทำให้เราสามารถควบคุมค่าของแข็งที่ละลายในน้ำได้ด้วยค่า EC แทนซึ่งสะดวกกว่า     
(  ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างค่าความนำไฟฟ้ากับค่า
TDS  คือ นำน้ำมาแก้วหนึ่ง ใส่เกลือลงไป 1 ช้อน คนให้ละลายหมดแล้ววัดค่า EC ออกมา จะได้ค่า EC สูงมาก  แต่ถ้าเอาน้ำแก้วนั้นใส่น้ำตาลลงไปแทน  1 ช้อนเท่ากันแล้วคนให้ละลายหมดเหมือนกัน  จะวัดค่า EC ได้ไม่มาก แสดงให้เห็นว่า ค่า EC จะมีค่าสูงก็ต่อเมื่อสารที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นมีส่วนประกอบของโลหะ   จากตัวอย่างนี้ เกลือเป็นสารประกอบโซเดียมคลอไรด์   สามารถแตกตัวได้มากกว่า   ค่าความนำไฟฟ้าจึงสูงกว่า  แต่น้ำตาลที่ละลายลงไปนั้นเป็นพวกไฮโดรคาร์บอน  ขนาดของโมเลกุลจะใหญ่ การแตกตัวไม่ค่อยจะดี มันก็จะส่งผลทำให้ความนำไฟฟ้ามีค่าน้อย ทั้งที่สารละลายทั้งสองชนิดนั้นมีค่าค่า TDS เท่ากันหรือปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำเท่ากัน    ดังนั้นถ้าหากเราวัดค่าความนำไฟฟ้าออกมาได้ค่าสองค่าแล้วมาเทียบกัน  จะเห็นว่าสัดส่วนของมันพอจะบอกได้คร่าว ๆ ว่าในน้ำนั้นมีสารละลายที่เป็นสารอินทรีย์  หรือสารอนินทรีย์มากน้อยแค่ไหน )
                       
9.
ค่าปริมาณคลอไรด์  (
Chloride ) มีหน่วยเป็น มิลลิกรัม/ลิตร  ( mg/l ) ค่านี้จะส่งผลต่อการใช้น้ำเช่นกัน  ส่วนใหญ่คลอไรด์ในน้ำจะอยู่ในรูปของโซเดียมคลอไรด์เป็นเพราะโซเดียมมีความไวกว่าโลหะอื่นและมีปริมาณมาก  แต่คลอไรด์ไม่ใช่มีแต่โซเดียมคลอไรด์ เท่านั้น ยังจะมีอยู่ในรูปของแคลเซียมคลอไรด์   แมกนีเซียมคลอไรด์  หรือเฟอร์ริคคลอไรด์ด้วย   ในการวัดเราจะวัดในรูปของคลอไรด์ทั้งหมด  ค่านี้จะคล้ายๆกับค่า  Salinity ที่เราจะใช้ดูว่ามันมีค่าความเค็มเท่าไร 
     
10. ค่าเหล็ก ( Iron )
มีหน่วยวัดเป็น มิลลิกรัม/ลิตร ( mg/l ) เหล็กเป็นตัวปัญหาตัวหนึ่งที่โรงงานอุตสาหกรรมไม่ชอบ  ไม่ว่าจะเป็นโรงงานประเภทใดๆ  ทั้งสิ่งทอ และอาหาร   เหล็กที่มีอยู่ในน้ำจะมีอยู่ ทั้ง 2  รูปแบบ  รูปแบบแรกคือ  เหล็กที่มีประจุบวกสอง  อีกรูปแบบหนึ่งคือเหล็กที่มีประจุบวกสาม    เหล็กที่มีประจุบวกสอง ได้แก่พวก  เฟอรัส  ไฮดรอกไซด์   ส่วนเหล็กบวกสามได้แก่พวกสนิมเหล็ก  หรือเฟอริคออกไซด์ ( Fe2O3 )  เหล็กบวกสองจะละลายน้ำได้ดีกว่าหรือ มีค่า Solubility สูงกว่า   เหล็กบวกสาม  ดังนั้นเหล็กในน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของเหล็กบวกสอง  วิธีการกำจัดของเราก็คือเปลี่ยนจากรูปบวกสองให้มาเป็นบวกสาม  มันก็จะตกตะกอนแยกชั้นออกไป  โดยการให้น้ำนั้นสัมผัสกับอากาศก็คือการเติมออกซิเจนนั่นเอง  อากาศจะออกซิไดซ์เหล็กที่มีประจุบวกสองให้เป็นสนิมเหล็กก็สามารถแยกออกโดยการตกตะกอนออกไปได้  หรือว่าเติมคลอรีนให้ออกซิไดซ์เหล็กบวกสองให้เป็นเหล็กบวกสาม ( เป็นเฟอริกคลอไรด์ )ก็ได้  ค่าเหล็กที่เกินกว่ามาตรฐานปัจจุบันโรงงานทั่วไปมักจะใช้พวกแมงกานีสกรีนแซนด์  ซึ่งแมงกานีสกรีนแซนด์นี้ เป็นตัวจับพวกเหล็กบวกสองได้ดี  เหล็กที่มีประจุบวกสองนี้ต้องระวังอย่าให้มันเข้าตัวซอฟเทนเนอร์ได้  เพราะว่าเรซิ่นที่เราใช้จับพวกแมกนีเซียมและแคลเซียมนั้นสามารถจับเหล็กที่มีประจุบวกสองได้เช่นกัน  แต่แคลเซียมและแมกนีเซียมที่เรซิ่นจับไว้นั้น  เกลือหรือโซเดียมคลอไรด์สามารถล้างออกได้แต่เหล็กบวกสองนี้โซเดียมคลอไรด์ไม่สามารถล้างออกได้
- 7 - จะทำให้เรซิ่นหมดสภาพเร็วขึ้น  ดังนั้น  ก่อนที่จะผ่านน้ำเข้าเข้าถังเรซิ่นควรจะทำการกำจัดเหล็กออกเสียก่อน                         
11.
ค่าซิลิก้า (
Silica ) หน่วยวัดเป็นมิลลิกรัม/ลิตร ( mg/l )   เรื่อง
ซิลิก้าในน้ำนั้นที่เรากลัวมากที่สุดก็คือกลัวว่ามันจะจับตัวอยู่ในรูปของตะกอนซิลิเกตภายในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ใช้น้ำ  เนื่องจากว่ามันเป็นฉนวนความร้อนที่ดียิ่งกว่าแคลเซียมคาร์บอเนตเป็นเท่าตัว ทำให้การถ่ายเทความร้อนลดลงมาก  และซิลิก้าเวลาละลายน้ำแล้วจะมีฤทธิ์เป็นกรดซิลิลิคด้วย  สำหรับวิธีการกำจัดออกนั้น  ถ้าแหล่งน้ำนั้นมีซิลิก้าสูง ๆ เราอาจจะต้องเลี่ยงไม่ใช้แหล่งน้ำนั้นเลย  จะไม่หาวิธีกำจัดออกเพราะกำจัดได้ยากมาก  เท่าที่รู้ตอนนี้ถ้าจะกำจัดซิลิก้าออกจะต้องใช้ตัวแอนไอออนเรซิ่นเป็นตัวจับ แล้วตัวซิลิก้าตัวนี้มันจะหลุดมาก่อนเพื่อนถ้าแอนไอออนเรซิ่นเริ่มอิ่มตัว อิ่มตัว  
12. 
น้ำมัน ( Oil  and  Grease ) มีหน่วยเป็นมิลลิกรัมต่อลิตร ( mg/l ) สังเกตว่าน้ำมันโดยรวมเรียก Oil and Grease   มีคุณสมบัติเบากว่าน้ำน้ำมันในน้ำจะมีอยู่หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับขนาดของมัน   รูปแบบแรกมีขนาดใหญ่เป็นพวกฟรีออย  จะมีขนาดใหญ่กว่า 150 ไมครอน สามารถแยกออกเป็นเม็ดให้เห็นได้ชัดเจนและจะลอยอยู่บนผิวน้ำ พวกนี้สามารถกำจัดได้โดยง่ายเพราะมันจะแยกชั้นออกจากน้ำและลอยอยู่บนผิวน้ำ  อีกรูปแบบหนึ่งเป็นพวก disperse oil เป็นเม็ดน้ำมันที่มีขนาด 50-150 ไมครอน  พวกนี้จะลอยและกระจายอยู่ในน้ำ กำจัดออกค่อนข้างยาก  ตัวนี้ต้องใช้อากาศยกตัวมันขึ้นไปมันถึงจะลอยตัวขึ้นไปเป็นชั้นบนผิวน้ำแล้วจึงจะสามารถกำจัดออกได้  ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า 50 ไมครอน  จะอยู่ในรูปของอีมัลชั่นคือมันจะเป็นน้ำมันที่มีขนาดเล็กมากสามารถผสมอยู่ในน้ำได้โดยไม่แยกตัวเป็นชั้นลอยขึ้นมาเหนือน้ำ  ไม่ว่าจะใช้ลมเป่าอย่างไรมันก็ไม่แยก  มันผสมเกือบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับน้ำ  ถ้าอยู่ในรูปแบบนี้เวลาจะแยกออกจากน้ำต้องใช้สารเคมีช่วย  ถ้าขนาดเล็กมากๆจนละลายอยู่ในน้ำเป็น Soluble oil  ก็ยิ่งแยกออกได้ยากกว่าพวกอีมัลชั่นอีก  ต้องใช้เคมีอย่างเดียวเท่านั้น  ดังนั้น  ถ้าโรงงานมีน้ำมันในน้ำทิ้งต้องการจะกำจัดออก  จะต้องรู้ว่าน้ำมันนั้นอยู่ในรูปไหน  ( เจ้าหน้าที่ของเราเคยมีประสบการณ์หนึ่งคือ  ได้เคยไปพบกับปัญหาของซิลิโคนออยล์ จากการทำจุกนมเนื่องจากในการปั๊มเพื่อทำจุกนมต้องมีการหล่อด้วยซิลิโคน   ใช้ซิลิโคนออยล์ 20 ลิตร/วัน  แต่โรงงานนี้มีน้ำทิ้งมากถึง 150 ลบ.ม./วัน  เมื่อตรวจสอบคุณสมบัติของน้ำทิ้งแล้วไม่เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม  เนื่องจากค่าของน้ำมันเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด  จะดักออกอย่างไรก็ยังคงมีค่าเกินกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร  ในขณะที่ใช้ซิลิโคนออยล์เพียง 20 ลิตรต่อวันเท่านั้น  ส่วนที่ติดไปกับโปรดักส์หรือผลิตภัณฑ์ก็มีอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ดังนั้นส่วนที่เหลือหลุดเข้าไปรวมอยู่กับน้ำทิ้งของโรงงานก็คงจะเป็นส่วนที่เหลือเท่านั้น  แต่มีผลกระทบทำให้คุณสมบัติของน้ำทิ้งจำนวน 150 ลบ.ม.มีค่าของ- 8 - น้ำมันเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งแนวความคิดของเจ้าหน้าที่ที่พบปัญหาดังกล่าวนี้เห็นว่าควรจะทำการแยกซิลิโคนออยล์จำนวนไม่ถึง 20 ลิตรนี้ออกเสียก่อนไม่ให้ไปเข้าระบบบำบัดน้ำทิ้ง  ซึ่งน้ำมันส่วนนี้ถ้ารวมน้ำล้างเครื่องจักรด้วยก็คงจะไม่เกิน 1 ลบ.ม.หากนำไปต้มให้ระเหยไปให้หมดก็ยังอาจจะคุ้มกว่าการกำจัดน้ำมันด้วยเครื่องจักรและสารเคมีที่โรงงานใช้ในระบบกำจัดน้ำเสียดังกล่าว ซึ่งความเห็นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเท่านั้น )                       


CopyRight © 2008 CK Products Plus Co., Ltd.